กีฬาโอลิมปิก ประวัติกีฬาโอลิมปิก โอลิมปิกเกมส์

ประวัติโอลิมปิก ประวัติกีฬาโอลิมปิก

ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขา “โอลิมปัส” ในประเทศกรีซ โดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขัน เพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกาย และยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชาย ห้ามผู้หญิงเข้าชม ดังนั้นผู้ชมจะต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขา ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้น สถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด ดังนั้น ในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันลงมาที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น โดยให้ผู้เข้าแข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจัดอย่างเป็นระเบียบเป็นทางการ มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน ประเภทกรีฑาที่แข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้ มี 5 ประเภท คือ วิ่ง, กระโดด, มวยปล้ำ, พุ่งแหลน และขว้างจักร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล คือ มงกุฎที่ทำด้วยกิ่งไม้มะกอกซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเอง และได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐ ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า

การแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ที่เดิมเป็นประจำทุก ๆ สี่ปี และถือปฏิบัติติดต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่ จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้ว จึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อ ๆ มา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรก ๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวที่จัดแข่งขันกันในครั้งแรกก็ยังได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า เพ็นตาธรอน หรือ ปัญจกรีฑา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ แต่ประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนไปตามเวลา

กีฬาโอลิมปิก

การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) จักรพรรดิธีโอดอซิดุชแห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม คือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรลซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันนี้เสีย

ตลอดระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้น ณ บริเวณที่แห่งเดียว คือ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่ว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก”

โอลิมปิกเกมส์

โอลิมปิกสมัยใหม่

หลังจากโอลิมปิกโบราณได้ล้มเลิกไปเป็นเวลาถึง 15 ศตวรรษ โอลิมปิกยุคใหม่ก็เกิดขึ้น โดยมีนักกีฬาคนสำคัญของฝรั่งเศสชื่อ บารอน ปิแอร์ เดอ ดูเบอร์แตง ท่านขุนนางผู้นี้เกิดในกรุงปารีส เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) สนใจประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมืองและสังคม ในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) ท่านอายุได้ 26 ปี ได้เกิดความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งได้ล้มเลิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 936 (ค.ศ.393) โดยติดต่อกับบุคคลสำคัญของประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เป็นเวลาถึง 4 ปี ในที่สุดได้เปิดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการขึ้น ที่ตำบลซอร์บอนน์ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) และประกาศ ณ ที่นั้นว่า การแข่งขันโอลิมปิกซึ่งได้หยุดมานานกว่า 15 ศตวรรษ จักได้พื้นขึ้นใหม่เป็นการปัจจุบัน และแผนการของงานโอลิมปิกปัจจุบันนั้น ได้เป็นที่ตกลงกันในที่ประชุมจำนวน 15 ประเทศ ณ ตำบลซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส

คณะกรรมการผู้ริเริ่ม ได้ลงมติว่า ให้ทำการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกปัจจุบันขึ้น โดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้ง โดยให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ แต่การเปิดแข่งขันครั้งแรกให้เริ่ม ณ กรุงเอเธนส์ ใน พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการกำเนิดกีฬาโอลิมปิกเมื่อครั้งโบราณ จากนั้นเป็นต้นมา การแข่งขันและวิธีเล่นกรีฑาก็พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง และการแข่งขันทุก ๆ ครั้ง ให้ถือเอากรีฑาเป็นกีฬาหลัก ซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการแข่งขันแต่ละครั้ง

โอลิมปิก

โอลิมปิกฤดูร้อน

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน หรือ โอลิมปิกเกมส์ เป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่จัดขึ้นทุก 4 ปี จัดขึ้นโดยคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee หรือ IOC) กีฬาโอลิมปิกเป็นกีฬาที่มีเกียรติมากที่สุดในโลก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกก็ตาม โดยการแข่งขันฟุตบอลโลกมีผู้ชมมากกว่า โดยมีเหรียญรางวัลเป็นเครื่องตัดสิน ผู้ชนะเลิศนั้ได้เหรียญทอง อันดับสองได้เหรียญเงิน และอันดับสามได้เหรียญทองแดง โดยถือการมอบเหรียญนี้เป็นประเพณีตั้งแต่ปี 1904

การแข่งขันนั้นเริ่มต้นครั้งแรกด้วยกีฬาเพียง 42 ประเภท ด้วยนักกีฬาเพียง 250 คน จนมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงมากกว่า 10,000 คน ของนักกีฬาชายและหญิงจาก 202 ประเทศทั่วโลก คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ปักกิ่ง คาดการณ์ว่าจะมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 10,500 คน เข้าชิงชัยใน 302 รายการ ในขณะที่กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 ที่คณะกรรมการจัดการแข่งขันได้ประมาณการไว้ว่าจะมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันประมาณ 10,500 คน แต่ก็เกิดการคลาดเคลื่อนขึ้นเพราะมีผู้เข้าแข่งขันกว่า 11,099 คน ใน 301 รายการแข่งขัน

นักกีฬาถูกส่งเข้าแข่งขันโดยคณะกรรมการโอลิมปิกของประเทศต่าง ๆ (NOC-National Olympic Committee) เพื่อแสดงจำนวนพลเมืองในบังคับของประเทศตน เพลงชาติและธงชาติประกอบพิธีมอบเหรียญ และตารางแสดงจำนวนเหรียญที่ชนะ โดยถูกใช้อย่างกว้างขวางในบางประเทศ โดยปกติแล้วเฉพาะประเทศที่ได้รับการรับรองเท่านั้นที่จะมีผู้แทนได้ แต่มีแค่เพียงประเทศมหาอำนาจบางประเทศเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วม

โดยมีเพียง 4 ประเทศที่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในโอลิมปิกฤดูร้อนทุกครั้ง ได้แก่ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร กรีซ และสวิตเซอร์แลนด์ และมีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ชนะและได้รับเหรียญทองอย่างน้อย 1 เหรียญจากการแข่งขันทุกครั้ง คือ สหราชอาณาจักร โดยได้รับตั้งแต่ 1 เหรียญทอง ในปี 1904 1952 และ 1996 จนถึงได้รับ 56 เหรียญทอง ในปี 1908

โอลิมปิก-ลอนดอนเกมส์

กีฬาในโอลิมปิก (Olympic Sports) หรือ กีฬาใน โอลิมปิค คือกีฬาชนิดต่างๆที่บรรจุไว้ในกำหนดการโอลิมปิก (Olympic program) เพื่อแข่งขันกันในการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศขนาดใหญ่ที่สุด เรียกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (Olympic Games) กีฬาเหล่านี้มีสหพันธ์โลกหรือสหพันธ์กีฬาระหว่างประเทศของแต่ละกีฬาควบคุม สหพันธ์เหล่านี้เรียกเป็นทางการว่า สหพันธ์ระหว่างประเทศ (Internationales Federations) และขึ้นกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล

ประเภทกีฬา โอลิมปิก

ตัวอย่างประเภทกีฬาที่แข่งขัน ในสากล


กระโดดน้ำ

ว่ายน้ำ

ระบำใต้น้ำ

โปโลน้ำ

ยิงธนู

กรีฑา(ลู่และลาน)

แบดมินตัน

เบสบอล

บาสเกตบอล

มวยสากลสมัครเล่น

แคนู

ขี่ม้า

จักรยาน

ซอฟท์บอล

ไตรกีฬา

เทควันโด

เทนนิส

ปัญจกีฬาสมัยใหม่

ปิงปอง

ฟันดาบ

ฟุตบอล

มวยปล้ำ

ยกน้ำหนัก

ยูโด

ยิงปืน

ยิมนาสติก

เรือใบ

เรือพาย

วอลเลย์บอล

แฮนด์บอล

ฮ็อคกี้

 

สนามกีฬาโอลิมปิก

ตัวอย่างสนามกีฬาโอลิมปิก 2008

กีฬา กีฬา มากกว่ายาวิเศษ

ไม่มีใครอยากกลับไปลำบาก เรามาไกลถึงจุดที่ความสะดวกสบายจากอุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ เป็นพื้นฐานคุณภาพชีวิต แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงอย่างน่าตกใจ หลายล้านคนรู้ตัว แต่อีกหลายพันล้านคนกำลังกลายเป็นเป้าหมายที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะคนเหล่านี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์และเป็นตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต

ในปี ค.ศ. 2020 รัฐบาลของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development – OECD)  ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาผู้มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2000 ที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

oedc2_new.jpg

สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนมาจากความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกใช้ไปกับพลังงานที่ได้รับจากอาหาร  ซึ่งก่อนหน้าที่โลกจะเข้าสู่วิถีดิจิทัลนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการขยายตัวของสังคมเมืองก็เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ความไม่สมดุลนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ  จากการขยายบริการไฟฟ้าที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทยอยลดทอนการเคลื่อนไหวของเราอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งานพื้นฐานในบ้านที่มีเครื่องซักผ้า อุปกรณ์สำหรับเตรียมอาหารและเตาไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหารแช่แข็งที่ผ่อนแรงของแม่บ้าน และลักษณะของการทำงานที่เปลี่ยนไปจากการการใช้แรงงานมาสู่เครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงในทุกอุตสาหกรรมไม่เว้นแม้กระทั่งเกษตรกรก็ยังมีเวลานั่งทำงานมากขึ้น และการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้งานในภาคบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสมาคมหัวใจแห่งอเมริกา ( American Heart Association) ระบุว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 งานนั่งโต๊ะได้เข้ามามีบทบาทในการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถีงร้อยละ 83 ส่วนงานที่มีการเคลื่อนไหวในภาคการผลิตลดลงเหลือไม่ถีงร้อยละ 20  ของกำลังแรงงานทั้งหมด

ความซับซ้อนของสังคมเมืองและเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันเป็นเหมือนตัวเร่งให้อัตราการเคลื่อนไหวร่างกายของคนลดน้อยถอยลง ด้วยบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน การเรียนการสอนที่บ้าน (Home School) ที่ทำให้เด็กไม่ต้องเดินทางไปโรงเรียน หรือแม้กระทั่งค่านิยมในการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโลกยุคใหม่ทำให้วิชาพลศึกษากลายเป็นวิชารั้งท้ายเพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการนั่งท่องตำรา รวมทั้งไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปสู่การสังสรรค์ด้วยอาหารมื้อใหญ่ ความชื่นชอบหลากหลายเมนูของว่างและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน รวมถึงการติดต่อสื่อสารด้วยข้อความออนไลน์แทนที่ไปรษณีย์หรือการเดินทางไปมาหาสู่กัน

แม้ว่าจะมีกระแสรักสุขภาพและการโจมตีอาหารไซส์ใหญ่ของบรรดาฟาสต์ฟู้ดที่มีส่วนผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารต่างๆ พากันพัฒนาเมนูแคลอรี่ต่ำออกมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น แต่ก็อาจจะเป็นเหมือนการตบมือข้างเดียวเพราะถ้าหากปราศจากการเคลื่อนไหวอย่างเช่นการเดินขึ้นบันไดหรือการทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อาทิ การล้างจานที่ใช้พลังงานแค่ 10 แคลอรี่แต่กลับมีส่วนในการรักษาน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมให้คงที่ได้ทั้งปี การกินอาหารว่างเป็นธัญพืชแบบแท่งที่ให้พลังงานแค่ 170 แคลอรี่ ก็อาจจะดูเกินไปด้วยซ้ำ

sport5.jpg

จากรายงานของกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของสหราชอาณาจักรระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (Inactive) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอัตราเดียวกับการสูบบุหรี่ เพราะเป็นสาเหตุใหญ่อันดับ 4 ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยคาดว่าในอังกฤษมีประชากร 1 ใน 4 ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอินแอคทีฟ หรือกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดให้มีการเคลื่อนไหวทางกายภาพ (ที่ไม่ใช่แค่การเล่นกีฬา) เป็นเวลาอย่างต่ำ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคและการป่วยทางจิตที่นำสู่การใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์

ในขณะที่คำแนะนำในการลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ของรัฐบาลออสเตรเลียที่กำหนดให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีความเข้มข้นระดับปานกลางที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและเหงื่อออกได้แก่การเดินเร็ว ปั่นจักรยานบนทางเรียบ หรือการตัดหญ้า ให้ได้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวันนั้น จากการสำรวจเมื่อปีค.ศ. 2012 พบว่าประชากรออสเตรเลียที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ถึงร้อยละ 72 มีการออกกำลังตามเกณฑ์ดังกล่าวไม่ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และร้อยละ 22 มีการออกกำลังเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และร้อยละ 18 ไม่มีกิจกรรมดังกล่าว

จากผลสำรวจพฤติกรรมแห่งความสะดวกสบายจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและแนวโน้มน้ำหนักตัวที่เพิ่มตามมา ทำให้นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านสุขภาพจะต้องเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามไปด้วย

แม้ว่าในปัจจุบัน ฟิตเนส ชั้นเรียนโยคะและแอโรบิคจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีแอพพลิ เคชั่นกว่า 50,000 รายการที่เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลัง มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ของ Fitbit มีมูลค่าถึง 140,000 ล้านบาท (4พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)  จะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการออกกำลังและรักษาสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่มีการขยับเขยื้อนตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์เหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในโปรแกรมต่างๆ มากขึ้น

หน่วยวิจัยและส่งเสริมสุขภาพของอังกฤษ (British Heart Foundation Health Promotion Research Group) แผนกสาธารณสุขมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Department of Public Health University of Oxford Old Road Campus) ได้จัดทำรายงานประเมินผลมาตรการที่กระตุ้นให้กลุ่มคนเคลื่อนไหวน้อยหันมาออกกำลังจำนวน 9 โครงการ พบว่า กีฬาเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต้องมีการวางแผนที่มีเป้าหมายเจาะจงกลุ่ม และหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการเข้าใจความต้องการของเป้าหมายผ่านกระบวนการวิจัยด้านการออกแบบที่เปิดให้เป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมที่ไม่กำหนดอยู่แค่กีฬาหรือโปรแกรมอย่างเดียว

ดังเช่นโครงการ Active Workplaces Project – PRO-ACTIVE London  ที่คัดเลือกสำนักงานของสมาคม หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัย 25 แห่งมาเข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยมีการสำรวจความต้องการของพนักงงานและมีการฝึกอบรมให้คำปรึกษาและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเวิร์คชอปเพื่อให้แต่ละสำนักงานเป็นผู้ออกแแบบโปรแกรมการออกกำลังและการประเมินผลเพื่อให้โปรแกรมดังกล่าวมีความยั่งยืน ผลที่เกิดขึ้นคือทั้ง 25 แห่งมีการนำโปรแกรมการเล่นกีฬา 32แบบและออกกำลังถึง102 แบบมาใช้ตลอดโครงการ

อย่างไรก็ดี สาเหตุของการไม่ออกกำลังกายสำหรับบางกลุ่มอาจจะไม่ใช่การขาดความสนใจแต่มาจากเหตุผลทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ  โดยรายงานของมูลนิธิโรเบิร์จ วูด จอห์นสัน ภายใต้โรงเรียนด้านสาธารณสุขยูเอ็นซี (UNC School of Public Health) ในนอร์ธแคโรไลนาระบุว่า ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ           (น้อยกว่า 525,000 บาท หรือ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี) มักพบปัญหาด้านสุขภาพอันเกิดจากการขาดการออกกำลังโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหอบหืด เพราะนอกจากการทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นหลักแล้ว แต่ที่พักอาศัยซึ่งมักตั้งอยู่ในบริเวณที่การคมนาคมไม่สะดวก สภาพแวดล้อมรอบบ้านไม่ปลอดภัย หรือขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสันทนาการสาธารณะ เช่น สนามเด็กเล่น โรงยิมหรือสระว่ายน้ำ ยังเป็นปัจจัยให้กลุ่มคนเหล่านี้ขาดการออกกำลังกาย

ในกรณีเช่นนี้การจัดทำโปรแกรม Active Living by Design ของมูลนิธิจึงเสนอแนวทางในการพัฒนาพื้นที่และสภาพแวดล้อม หรือกิจกรรมทางสังคมเพื่อให้การออกกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าการจัดทำโปรแกรมส่งเสริมการเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว

                                           คนไทยใช้เวลาทำอะไร?
สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำสำรวจการใช้เวลาของประชากรทุกๆ 5 ปี โดยผลสำรวจของปี พ.ศ. 2552 นับเป็นครั้งที่ 3  ซึ่งพบว่าประชากรไทยอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ยใช้เวลาในการดูแลตัวเอง ซึ่งได้แก่ การรับประทานอาหาร การนอน การดูแลรักษาตัวเอง วันละ 12.1 ชั่วโมง ทำงานและเรียนรู้วันละ 6.3 ชั่วโมง ให้บริการและดูแลสมาชิกในครัวเรือน เช่น การทำงานบ้าน ดูแลเด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ วันละ 2 ชั่วโมง  การให้บริการชุมชน 0.1 ชั่วโมง และเวลาที่เหลือเป็นกิจกรรมการใช้เวลาว่าง 3.6 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เวลาส่วนใหญ่ ใช้ในการดูโทรทัศน์ ขณะที่เล่นกีฬา 0.1 ชั่วโมง และถ้าหากเป็นเวลาเฉลี่ยเฉพาะผู้ที่ทำกิจกรรมนั้นๆ จะพบว่าการเล่นกีฬาใช้เวลาประมาณ 1.3 ชั่วโมงขณะที่ใช้เวลาท่องอินเทอร์เน็ต 1.9 ชั่วโมง

thai2.jpg
คลิกดูภาพใหญ่

เมื่อสำรวจพฤติกรรมการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นการสำรวจครั้งที่ 4 พบว่า ประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป ทั้งสิ้น 57.7 ล้านคน มีผู้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย 15.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.1 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2547 และ 2550 มีอัตราลดลงร้อยละ 3 ซึ่งน่าจะมีสาเหตุจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ

sport2.jpg
© i.ytimg.com


กีฬามาคู่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง

จากหลายงานวิจัยที่ระบุถึงความสัมพันธ์ของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีการออกกำลังมากขึ้นนั้น ทำให้การจัดทำนโยบายด้านกีฬามีการพิจารณาในมิติทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยคณะกรรมการด้านการกีฬาออสเตรเลีย (Australian Sports Commission) ได้จัดทำรายงานว่าด้วยอนาคตของกีฬาในออสเตรเลียในทศวรรษหน้า (The Future of Australian Sport) ที่นอกจากจะเตรียมการรับมือกับพฤติกรรมของคนออสเตรเลียรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มจะใช้เวลากับหน้าจอเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ยังระบุถึงโอกาสของอุตสาหกรรมกีฬาของออสเตรเลียในการเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มประเทศนอกโออีซีดี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย และบราซิล ทั้งนี้เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าจะอยู่ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และโออีซีดีคาดว่าสัดส่วนจีดีพีของประเทศสมาชิกโออีซีดีกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะเปลี่ยนจากร้อยละ 40 และร้อยละ 60 ในปี ค.ศ. 2000 เป็นร้อยละ 43 และร้อยละ57 ในปี ค.ศ.2030 ซึ่งหมายถึงรายได้ต่อครัวเรือนที่สูงขึ้นและส่งผลให้ความต้องการด้านกีฬาและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสเติบโตไปด้วย

การประกาศนโยบายล่าสุดของรัฐบาลจีนไม่ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียผิดหวัง ด้วยกลยุทธ์ใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน โดยใช้การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาภายในประเทศให้เป็นกลไกทางเศรษฐกิจและลดความแตกต่างด้านคุณภาพชีวิตระหว่างเมืองและภูมิภาค

ภายใต้แผนพัฒนาด้านกีฬาดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ. 2025 จะกระตุ้นให้ประชากร 500 ล้านคนมีการออกกำลังเป็นประจำ จากลงทุนด้านบริการสาธาณะด้านกีฬาให้ประชากรทั้งหมดได้เข้าถึง และเพิ่มพื้นที่สำหรับการออกกำลัง 2 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน จากในปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ตารางเมตรซึ่งต่ำกว่าประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

เป้าหมายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุนในสาธารณูปโภคด้านกีฬาอย่างมหาศาลของภาครัฐ ซึ่งนอกจากจะลดความเหลื่อมล้ำของบริการสาธารณะระหว่างเมืองและภูมิภาคแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นการตอบสนองความ ต้องการด้านคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นของชาวจีน ขณะเดียวกันยังเป็นเหมือนประตูที่เปิด กว้างให้ทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาของจีนที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกควบคุมจาก ส่วนกลาง ทั้งในด้านการจัดกิจกรรมและการพัฒนานักกีฬาที่ส่วนกลางเป็นผู้คัดเลือกและจัดหาผู้ฝึกสอนเอง

นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬานี้จึงมุ่งเน้นที่การขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และการลดภาษีนิติบุคคลสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีการกีฬาชั้นสูงจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 15  ซึ่งนายหลิวฟูหมิน ผู้อำนวยการเศรษฐกิจขององค์กรบริหารการกีฬา (General Administration of Sport)  กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทต่างชาติที่มีความชำนาญการในการจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวและการบริหารพื้นที่ด้านกีฬาให้เข้ามาลงทุน  จากในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้านบริการในประเทศจีนคิดเป็นร้อยละ 1.55 และใน จำนวนนี้เป็นธุรกิจด้านกีฬาประมาณร้อยละ 23 ซึ่งคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นตามการเปิดตลาดของจีน

sport4.jpg
© qz.com

ผลจากการดำเนินนโยบายเหล่านี้รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมกีฬา เป็น 28 ล้านล้านบาท (5 ล้านล้านหยวน)  ภายในปี ค.ศ. 2025 หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี จากในปัจจุบัน ร้อยละ 0.6  โดยมูลค่าส่วนใหญ่มาจากเสื้อผ้าและอุปกรณ์เพื่อการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 71 ยอดขายบัตรและลิขสิทธิ์ต่างๆ ยังเป็นส่วนน้อยอยู่ที่ร้อยละ10 เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ยอดขายสินค้ามีสูงถึงร้อยละ 50 และอัตราค่าเข้าชมคิดเป็นร้อยละ 22

มูลค่าอุตสาหกรรมกีฬาที่ตั้งเป้าไว้นั้นมีความเป็นไปได้เนื่องจากในปัจจุบัน กีฬาถูกจัดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา A.T.Kearney ระบุว่าอุตสาหกรรมกีฬามีอัตราการเติบโตในระหว่างปี ค.ศ. 2009-2013 ที่ร้อยละ 7 สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศในโลก โดยมีตลาดของเกมการแข่งขันที่ทำเงินจากการขายบัตร สิทธิในการถ่ายทอดและสื่อ รวมทั้งผู้สนับสนุนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยในปี ค.ศ. 2009 ตลาดการแข่งขันมีมูลค่าประมาณ 2.03 ล้านล้านบาท (58 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.8 ล้านล้านบาท (80 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในปี ค.ศ. 2014 และเมื่อรวมสินค้าเกี่ยวกับกีฬาทั้งอุปกรณ์เสื้อผ้าและการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพและฟิตเนสจะมีมูลค่าถึง 24.5 ล้านล้านบาท (700 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก ซึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเติบโตที่สำคัญมาจากการแข่งขันกันเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมและการถ่ายทอดการแข่งขันของเกมยอดนิยมอย่างเช่นฟุตบอล อเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล เบสบอล ฟอร์มูลาวัน บาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ฮ็อคกี้เอ็นเอชแอล และเทนนิส รวมถึงกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเช่นรักบี้และคริกเก็ต

“เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากีฬาเป็นอุตสาหกรรมที่โตทั่วโลก และได้กลายเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจชั้นดีอีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองและประเทศ นอกจากนี้กีฬายังเป็นโปรแกรมตัวช่วยในการรักษายอดผู้ชมในยามที่ต้องแข่งกับช่องอื่นๆ นับร้อยและอินเทอร์เน็ต” นิโคลัส สุลตาน (Nicolas Sultan)   นักวิเคราะห์ประจำ A.T.Kearney ตะวันออกกลางประจำกรุงโดฮากล่าว

sport3.jpg
© japantimes.co.jp

ความสำคัญของกีฬาไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาคุณภาพของประชากร แต่ยังเกี่ยวพันถึงการเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ตลอดจนทีท่าของประเทศที่แสดงออกต่อชาวโลก  นับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนใน ปี ค.ศ.1964 ที่เป็นเหมือนการประกาศว่าญี่ป่นฟื้นจากสงครามกลับมาสู่ความรุ่งเรืองและทันสมัย  การมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ.1992 ของสเปน จนมาถึงการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2022 ของการ์ตา ที่มีนักฟุตบอลที่ขึ้นทะเบียนไม่ถึง 7,000 คนเทียบกับ 3 ล้านคนในสเปนและ 6 ล้านคนในเยอรมนี และอากาศที่ร้อนเกินกว่าจะเล่นฟุตบอลตลอดปี  แต่สิ่งที่ทำให้การ์ตายอมทุ่มเงิน 7 ล้านล้านบาท (200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ด้วยเหตุผลไม่ต่างกัน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการก้าวสู่อนาคตทางด้านเศรษฐกิจ และการเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกด้วยกีฬา

สำหรับญี่ปุ่นที่กำลังเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ในปี ค.ศ. 2020  มุมมองครั้งนี้แตกต่างจากเดิมเมื่อสนามกีฬาแห่งใหม่ที่ออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (บริษัท Zaha Hadid Architect) นักออกแบบชื่อดังนั้น จะทำให้ได้ชื่อว่าเป็นสนามกีฬาแห่งชาติที่เกือบแพงที่สุดในโลกเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 87,000 ล้านบาท (300,000 ล้านเยน) เสียงคัดค้านจากมวลชน จึงทำให้นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ต้องหยุดฟังและตัดสินใจลดขนาดพื้นที่ก่อสร้างสนามกีฬาลงร้อยละ 13 โดยลดความจุผู้ชมจาก 80,000 คน เหลือ 68,000 คน พร้อมกับยกเลิกแผนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กีฬาและฟิตเนสคลับ เพื่อให้สอดคล้องกับวงเงินก่อสร้างสูงสุดที่ตั้งไว้ 45,000 ล้านบาท (155,000 ล้านเยน) แต่ยังคงแนวคิดการออกแบบสำหรับมวลชน (Universal Design) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ และที่สำคัญต้องก่อสร้างให้เสร็จทันภายในเมษายน ปี ค.ศ. 2020

10 แรงบันดาลใจจากยอดนักกีฬาดังระดับโลก

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 17 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง 19 กันยายน – 4 ตุลาคมนี้ที่เมืองอินช็อน ประเทศเกาหลีใต้  jobsDB จึงได้นำประโยคสร้างแรงบันดาลใจของนักกีฬาดังระดับโลกมาฝากทุกท่าน เพื่อเป็นแรงบันดาลให้กับผู้ที่กำลังพบกับอุปสรรคในการทำงาน ขออย่าได้ย่อท้อต่อความยากลำบากเพราะกว่านักกีฬาเหล่านี้จะประสบความสำเร็จได้ พวกเขาล้วนผ่านอุปสรรคมากมาย และปัญหาเหล่านั้นเองที่ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

————————————————

          “บางคนบอกว่าฉันมีทัศนคติที่ดี อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้…แต่ฉันคิดว่าทุกคนต้องมีนะ คุณต้องเชื่อในตัวเองในยามที่ไม่มีใครเชื่อ เพราะนั่นจะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ”

          วีนัส วิลเลียมส์ นักเทนนิสสาวชาวอเมริกัน อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลก

————————————————

           “ตลอดการเล่นอาชีพ ผมเคยชู้ตพลาดกว่า 9,000 ลูก พ่ายแพ้ไปเกือบ 300 เกม และมีถึง 26 ครั้งที่ได้รับวางใจว่าจะเป็นผู้จบสกอร์นำชัยชนะมาให้ทีม แต่ผมก็พลาด ตลอดชีวิตผมล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงประสบความสำเร็จ”

          ไมเคิล จอร์แดน อดีตนักบาสเก็ตบอลที่ได้รับยกย่องให้เป็นตำนานตลอดกาลของวงการเอ็นบีเอ

————————————————

          หากคุณทุ่มเทเพียง 90 เปอร์เซ็นต์ในการซ้อม คุณก็จะได้รับผลเพียง 90 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในการแข่งขัน”

          ไมเคิล โอเว่น อดีตนักเตะระดับตำนานของลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ เจ้าของฉายาเบบี้โกลด์

————————————————

          “ผมเกลียดการฝึกซ้อมอยู่ทุก ๆ นาที แต่ก็ยังพูดอยู่เสมอว่า ห้ามหยุด จงลำบากในตอนนี้และใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะแชมเปี้ยน”

          มูฮัมมัด อาลี อดีตนักมวยชาวอเมริกันรุ่นเฮฟวี่เวตผู้เป็นตำนาน เจ้าของนิยาม “โบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”

————————————————

          “ไม่ใช่ขนาดของร่างกายคน แต่สิ่งสำคัญคือขนาดหัวใจของเขาต่างหาก”

          อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ อดีตยอดนักมวยชาวอเมริกันรุ่นเฮฟวี่เวต ผู้ถูกไมค์ ไทสันกัดหูจนขาด

————————————————

          “คุณไม่สามารถกำหนดขีดจำกัดสิ่งต่าง ๆ ได้ ยิ่งคุณฝันไกลเท่าไร คุณก็ไปได้ไกลเท่านั้น”

          ไมเคิล เฟลป์ส นักว่ายน้ำชาวอเมริกัน เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดในโลก

————————————————

          “มันจะพิเศษได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณจะได้รับ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสูญเสียหากว่าคุณไม่ได้มันมา”

          อังเดร อากัสซี่ อดีตนักเทนนิสชาวอเมริกัน เคยเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลก และแชมป์แกรนด์สแลม 8 สมัย

————————————————

          “ผมจะทำสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำในวันนี้ เพื่อทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ในวันพรุ่งนี้”

          เจอร์รี่ ไรซ์ อดีตนักอเมริกันฟุตบอล ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นผู้เล่นตำแหน่งปีกนอกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดการของเอ็นเอฟแอล

————————————————

          “ผมไม่ดีใจเวลายิงเข้า เพราะผมแค่ทำงานของผม เวลาบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย คุณเคยเห็นเขาดีใจด้วยหรือ?”

          มาริโอ้ บาโลเตลลี่ นักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับสโมสรเอซี มิลาน มีชื่อเสียงทั้งในด้านฝีมือและบุคลิกที่ยียวน

————————————————

          “คุณจะไม่มีวันเป็นผู้แพ้ ตราบใดที่คุณยังไม่ล้มเลิกความพยายาม”

          ไมค์ ดิทก้า อดีตนักอเมริกันฟุตบอล และโค้ชทีม ชิคาโก้ แบร์ส