กีฬา กีฬา มากกว่ายาวิเศษ

ไม่มีใครอยากกลับไปลำบาก เรามาไกลถึงจุดที่ความสะดวกสบายจากอุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ เป็นพื้นฐานคุณภาพชีวิต แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงอย่างน่าตกใจ หลายล้านคนรู้ตัว แต่อีกหลายพันล้านคนกำลังกลายเป็นเป้าหมายที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะคนเหล่านี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของทรัพยากรมนุษย์และเป็นตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต

ในปี ค.ศ. 2020 รัฐบาลของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development – OECD)  ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาผู้มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2000 ที่โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

oedc2_new.jpg

สาเหตุสำคัญของโรคอ้วนมาจากความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ถูกใช้ไปกับพลังงานที่ได้รับจากอาหาร  ซึ่งก่อนหน้าที่โลกจะเข้าสู่วิถีดิจิทัลนั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการขยายตัวของสังคมเมืองก็เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ความไม่สมดุลนี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ  จากการขยายบริการไฟฟ้าที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทยอยลดทอนการเคลื่อนไหวของเราอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งานพื้นฐานในบ้านที่มีเครื่องซักผ้า อุปกรณ์สำหรับเตรียมอาหารและเตาไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหารแช่แข็งที่ผ่อนแรงของแม่บ้าน และลักษณะของการทำงานที่เปลี่ยนไปจากการการใช้แรงงานมาสู่เครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงในทุกอุตสาหกรรมไม่เว้นแม้กระทั่งเกษตรกรก็ยังมีเวลานั่งทำงานมากขึ้น และการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้งานในภาคบริการมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสมาคมหัวใจแห่งอเมริกา ( American Heart Association) ระบุว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 งานนั่งโต๊ะได้เข้ามามีบทบาทในการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถีงร้อยละ 83 ส่วนงานที่มีการเคลื่อนไหวในภาคการผลิตลดลงเหลือไม่ถีงร้อยละ 20  ของกำลังแรงงานทั้งหมด

ความซับซ้อนของสังคมเมืองและเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันเป็นเหมือนตัวเร่งให้อัตราการเคลื่อนไหวร่างกายของคนลดน้อยถอยลง ด้วยบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้าน การเรียนการสอนที่บ้าน (Home School) ที่ทำให้เด็กไม่ต้องเดินทางไปโรงเรียน หรือแม้กระทั่งค่านิยมในการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโลกยุคใหม่ทำให้วิชาพลศึกษากลายเป็นวิชารั้งท้ายเพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการนั่งท่องตำรา รวมทั้งไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปสู่การสังสรรค์ด้วยอาหารมื้อใหญ่ ความชื่นชอบหลากหลายเมนูของว่างและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน รวมถึงการติดต่อสื่อสารด้วยข้อความออนไลน์แทนที่ไปรษณีย์หรือการเดินทางไปมาหาสู่กัน

แม้ว่าจะมีกระแสรักสุขภาพและการโจมตีอาหารไซส์ใหญ่ของบรรดาฟาสต์ฟู้ดที่มีส่วนผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารต่างๆ พากันพัฒนาเมนูแคลอรี่ต่ำออกมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น แต่ก็อาจจะเป็นเหมือนการตบมือข้างเดียวเพราะถ้าหากปราศจากการเคลื่อนไหวอย่างเช่นการเดินขึ้นบันไดหรือการทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อาทิ การล้างจานที่ใช้พลังงานแค่ 10 แคลอรี่แต่กลับมีส่วนในการรักษาน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมให้คงที่ได้ทั้งปี การกินอาหารว่างเป็นธัญพืชแบบแท่งที่ให้พลังงานแค่ 170 แคลอรี่ ก็อาจจะดูเกินไปด้วยซ้ำ

sport5.jpg

จากรายงานของกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของสหราชอาณาจักรระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (Inactive) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอัตราเดียวกับการสูบบุหรี่ เพราะเป็นสาเหตุใหญ่อันดับ 4 ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ โดยคาดว่าในอังกฤษมีประชากร 1 ใน 4 ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอินแอคทีฟ หรือกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดให้มีการเคลื่อนไหวทางกายภาพ (ที่ไม่ใช่แค่การเล่นกีฬา) เป็นเวลาอย่างต่ำ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคและการป่วยทางจิตที่นำสู่การใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์

ในขณะที่คำแนะนำในการลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ของรัฐบาลออสเตรเลียที่กำหนดให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีความเข้มข้นระดับปานกลางที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและเหงื่อออกได้แก่การเดินเร็ว ปั่นจักรยานบนทางเรียบ หรือการตัดหญ้า ให้ได้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวันนั้น จากการสำรวจเมื่อปีค.ศ. 2012 พบว่าประชากรออสเตรเลียที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ถึงร้อยละ 72 มีการออกกำลังตามเกณฑ์ดังกล่าวไม่ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และร้อยละ 22 มีการออกกำลังเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และร้อยละ 18 ไม่มีกิจกรรมดังกล่าว

จากผลสำรวจพฤติกรรมแห่งความสะดวกสบายจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและแนวโน้มน้ำหนักตัวที่เพิ่มตามมา ทำให้นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในด้านสุขภาพจะต้องเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามไปด้วย

แม้ว่าในปัจจุบัน ฟิตเนส ชั้นเรียนโยคะและแอโรบิคจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีแอพพลิ เคชั่นกว่า 50,000 รายการที่เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลัง มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ของ Fitbit มีมูลค่าถึง 140,000 ล้านบาท (4พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)  จะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการออกกำลังและรักษาสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่มีการขยับเขยื้อนตัวที่ต่ำกว่าเกณฑ์เหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในโปรแกรมต่างๆ มากขึ้น

หน่วยวิจัยและส่งเสริมสุขภาพของอังกฤษ (British Heart Foundation Health Promotion Research Group) แผนกสาธารณสุขมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Department of Public Health University of Oxford Old Road Campus) ได้จัดทำรายงานประเมินผลมาตรการที่กระตุ้นให้กลุ่มคนเคลื่อนไหวน้อยหันมาออกกำลังจำนวน 9 โครงการ พบว่า กีฬาเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต้องมีการวางแผนที่มีเป้าหมายเจาะจงกลุ่ม และหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการเข้าใจความต้องการของเป้าหมายผ่านกระบวนการวิจัยด้านการออกแบบที่เปิดให้เป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมที่ไม่กำหนดอยู่แค่กีฬาหรือโปรแกรมอย่างเดียว

ดังเช่นโครงการ Active Workplaces Project – PRO-ACTIVE London  ที่คัดเลือกสำนักงานของสมาคม หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัย 25 แห่งมาเข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยมีการสำรวจความต้องการของพนักงงานและมีการฝึกอบรมให้คำปรึกษาและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำเวิร์คชอปเพื่อให้แต่ละสำนักงานเป็นผู้ออกแแบบโปรแกรมการออกกำลังและการประเมินผลเพื่อให้โปรแกรมดังกล่าวมีความยั่งยืน ผลที่เกิดขึ้นคือทั้ง 25 แห่งมีการนำโปรแกรมการเล่นกีฬา 32แบบและออกกำลังถึง102 แบบมาใช้ตลอดโครงการ

อย่างไรก็ดี สาเหตุของการไม่ออกกำลังกายสำหรับบางกลุ่มอาจจะไม่ใช่การขาดความสนใจแต่มาจากเหตุผลทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ  โดยรายงานของมูลนิธิโรเบิร์จ วูด จอห์นสัน ภายใต้โรงเรียนด้านสาธารณสุขยูเอ็นซี (UNC School of Public Health) ในนอร์ธแคโรไลนาระบุว่า ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ           (น้อยกว่า 525,000 บาท หรือ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี) มักพบปัญหาด้านสุขภาพอันเกิดจากการขาดการออกกำลังโดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคหอบหืด เพราะนอกจากการทำงานหาเลี้ยงชีพเป็นหลักแล้ว แต่ที่พักอาศัยซึ่งมักตั้งอยู่ในบริเวณที่การคมนาคมไม่สะดวก สภาพแวดล้อมรอบบ้านไม่ปลอดภัย หรือขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสันทนาการสาธารณะ เช่น สนามเด็กเล่น โรงยิมหรือสระว่ายน้ำ ยังเป็นปัจจัยให้กลุ่มคนเหล่านี้ขาดการออกกำลังกาย

ในกรณีเช่นนี้การจัดทำโปรแกรม Active Living by Design ของมูลนิธิจึงเสนอแนวทางในการพัฒนาพื้นที่และสภาพแวดล้อม หรือกิจกรรมทางสังคมเพื่อให้การออกกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าการจัดทำโปรแกรมส่งเสริมการเล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว

                                           คนไทยใช้เวลาทำอะไร?
สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำสำรวจการใช้เวลาของประชากรทุกๆ 5 ปี โดยผลสำรวจของปี พ.ศ. 2552 นับเป็นครั้งที่ 3  ซึ่งพบว่าประชากรไทยอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ยใช้เวลาในการดูแลตัวเอง ซึ่งได้แก่ การรับประทานอาหาร การนอน การดูแลรักษาตัวเอง วันละ 12.1 ชั่วโมง ทำงานและเรียนรู้วันละ 6.3 ชั่วโมง ให้บริการและดูแลสมาชิกในครัวเรือน เช่น การทำงานบ้าน ดูแลเด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ วันละ 2 ชั่วโมง  การให้บริการชุมชน 0.1 ชั่วโมง และเวลาที่เหลือเป็นกิจกรรมการใช้เวลาว่าง 3.6 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เวลาส่วนใหญ่ ใช้ในการดูโทรทัศน์ ขณะที่เล่นกีฬา 0.1 ชั่วโมง และถ้าหากเป็นเวลาเฉลี่ยเฉพาะผู้ที่ทำกิจกรรมนั้นๆ จะพบว่าการเล่นกีฬาใช้เวลาประมาณ 1.3 ชั่วโมงขณะที่ใช้เวลาท่องอินเทอร์เน็ต 1.9 ชั่วโมง

thai2.jpg
คลิกดูภาพใหญ่

เมื่อสำรวจพฤติกรรมการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งเป็นการสำรวจครั้งที่ 4 พบว่า ประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป ทั้งสิ้น 57.7 ล้านคน มีผู้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย 15.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 26.1 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อเทียบกับผลสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2547 และ 2550 มีอัตราลดลงร้อยละ 3 ซึ่งน่าจะมีสาเหตุจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ

sport2.jpg
© i.ytimg.com


กีฬามาคู่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง

จากหลายงานวิจัยที่ระบุถึงความสัมพันธ์ของรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีการออกกำลังมากขึ้นนั้น ทำให้การจัดทำนโยบายด้านกีฬามีการพิจารณาในมิติทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยคณะกรรมการด้านการกีฬาออสเตรเลีย (Australian Sports Commission) ได้จัดทำรายงานว่าด้วยอนาคตของกีฬาในออสเตรเลียในทศวรรษหน้า (The Future of Australian Sport) ที่นอกจากจะเตรียมการรับมือกับพฤติกรรมของคนออสเตรเลียรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มจะใช้เวลากับหน้าจอเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ยังระบุถึงโอกาสของอุตสาหกรรมกีฬาของออสเตรเลียในการเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มประเทศนอกโออีซีดี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย และบราซิล ทั้งนี้เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าจะอยู่ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และโออีซีดีคาดว่าสัดส่วนจีดีพีของประเทศสมาชิกโออีซีดีกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะเปลี่ยนจากร้อยละ 40 และร้อยละ 60 ในปี ค.ศ. 2000 เป็นร้อยละ 43 และร้อยละ57 ในปี ค.ศ.2030 ซึ่งหมายถึงรายได้ต่อครัวเรือนที่สูงขึ้นและส่งผลให้ความต้องการด้านกีฬาและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสเติบโตไปด้วย

การประกาศนโยบายล่าสุดของรัฐบาลจีนไม่ทำให้รัฐบาลออสเตรเลียผิดหวัง ด้วยกลยุทธ์ใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน โดยใช้การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาภายในประเทศให้เป็นกลไกทางเศรษฐกิจและลดความแตกต่างด้านคุณภาพชีวิตระหว่างเมืองและภูมิภาค

ภายใต้แผนพัฒนาด้านกีฬาดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ. 2025 จะกระตุ้นให้ประชากร 500 ล้านคนมีการออกกำลังเป็นประจำ จากลงทุนด้านบริการสาธาณะด้านกีฬาให้ประชากรทั้งหมดได้เข้าถึง และเพิ่มพื้นที่สำหรับการออกกำลัง 2 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน จากในปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ตารางเมตรซึ่งต่ำกว่าประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

เป้าหมายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุนในสาธารณูปโภคด้านกีฬาอย่างมหาศาลของภาครัฐ ซึ่งนอกจากจะลดความเหลื่อมล้ำของบริการสาธารณะระหว่างเมืองและภูมิภาคแล้ว ส่วนหนึ่งก็ยังเป็นการตอบสนองความ ต้องการด้านคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นของชาวจีน ขณะเดียวกันยังเป็นเหมือนประตูที่เปิด กว้างให้ทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาของจีนที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกควบคุมจาก ส่วนกลาง ทั้งในด้านการจัดกิจกรรมและการพัฒนานักกีฬาที่ส่วนกลางเป็นผู้คัดเลือกและจัดหาผู้ฝึกสอนเอง

นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมกีฬานี้จึงมุ่งเน้นที่การขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และการลดภาษีนิติบุคคลสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีการกีฬาชั้นสูงจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 15  ซึ่งนายหลิวฟูหมิน ผู้อำนวยการเศรษฐกิจขององค์กรบริหารการกีฬา (General Administration of Sport)  กล่าวว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทต่างชาติที่มีความชำนาญการในการจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวและการบริหารพื้นที่ด้านกีฬาให้เข้ามาลงทุน  จากในปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจด้านบริการในประเทศจีนคิดเป็นร้อยละ 1.55 และใน จำนวนนี้เป็นธุรกิจด้านกีฬาประมาณร้อยละ 23 ซึ่งคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นตามการเปิดตลาดของจีน

sport4.jpg
© qz.com

ผลจากการดำเนินนโยบายเหล่านี้รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมกีฬา เป็น 28 ล้านล้านบาท (5 ล้านล้านหยวน)  ภายในปี ค.ศ. 2025 หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี จากในปัจจุบัน ร้อยละ 0.6  โดยมูลค่าส่วนใหญ่มาจากเสื้อผ้าและอุปกรณ์เพื่อการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 71 ยอดขายบัตรและลิขสิทธิ์ต่างๆ ยังเป็นส่วนน้อยอยู่ที่ร้อยละ10 เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ยอดขายสินค้ามีสูงถึงร้อยละ 50 และอัตราค่าเข้าชมคิดเป็นร้อยละ 22

มูลค่าอุตสาหกรรมกีฬาที่ตั้งเป้าไว้นั้นมีความเป็นไปได้เนื่องจากในปัจจุบัน กีฬาถูกจัดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา A.T.Kearney ระบุว่าอุตสาหกรรมกีฬามีอัตราการเติบโตในระหว่างปี ค.ศ. 2009-2013 ที่ร้อยละ 7 สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของเกือบทุกประเทศในโลก โดยมีตลาดของเกมการแข่งขันที่ทำเงินจากการขายบัตร สิทธิในการถ่ายทอดและสื่อ รวมทั้งผู้สนับสนุนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดยในปี ค.ศ. 2009 ตลาดการแข่งขันมีมูลค่าประมาณ 2.03 ล้านล้านบาท (58 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.8 ล้านล้านบาท (80 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในปี ค.ศ. 2014 และเมื่อรวมสินค้าเกี่ยวกับกีฬาทั้งอุปกรณ์เสื้อผ้าและการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพและฟิตเนสจะมีมูลค่าถึง 24.5 ล้านล้านบาท (700 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก ซึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเติบโตที่สำคัญมาจากการแข่งขันกันเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมและการถ่ายทอดการแข่งขันของเกมยอดนิยมอย่างเช่นฟุตบอล อเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล เบสบอล ฟอร์มูลาวัน บาสเก็ตบอลเอ็นบีเอ ฮ็อคกี้เอ็นเอชแอล และเทนนิส รวมถึงกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างเช่นรักบี้และคริกเก็ต

“เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากีฬาเป็นอุตสาหกรรมที่โตทั่วโลก และได้กลายเป็นตัวกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจชั้นดีอีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองและประเทศ นอกจากนี้กีฬายังเป็นโปรแกรมตัวช่วยในการรักษายอดผู้ชมในยามที่ต้องแข่งกับช่องอื่นๆ นับร้อยและอินเทอร์เน็ต” นิโคลัส สุลตาน (Nicolas Sultan)   นักวิเคราะห์ประจำ A.T.Kearney ตะวันออกกลางประจำกรุงโดฮากล่าว

sport3.jpg
© japantimes.co.jp

ความสำคัญของกีฬาไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาคุณภาพของประชากร แต่ยังเกี่ยวพันถึงการเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ตลอดจนทีท่าของประเทศที่แสดงออกต่อชาวโลก  นับตั้งแต่การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนใน ปี ค.ศ.1964 ที่เป็นเหมือนการประกาศว่าญี่ป่นฟื้นจากสงครามกลับมาสู่ความรุ่งเรืองและทันสมัย  การมุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ.1992 ของสเปน จนมาถึงการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 2022 ของการ์ตา ที่มีนักฟุตบอลที่ขึ้นทะเบียนไม่ถึง 7,000 คนเทียบกับ 3 ล้านคนในสเปนและ 6 ล้านคนในเยอรมนี และอากาศที่ร้อนเกินกว่าจะเล่นฟุตบอลตลอดปี  แต่สิ่งที่ทำให้การ์ตายอมทุ่มเงิน 7 ล้านล้านบาท (200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ด้วยเหตุผลไม่ต่างกัน คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการก้าวสู่อนาคตทางด้านเศรษฐกิจ และการเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลกด้วยกีฬา

สำหรับญี่ปุ่นที่กำลังเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ในปี ค.ศ. 2020  มุมมองครั้งนี้แตกต่างจากเดิมเมื่อสนามกีฬาแห่งใหม่ที่ออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (บริษัท Zaha Hadid Architect) นักออกแบบชื่อดังนั้น จะทำให้ได้ชื่อว่าเป็นสนามกีฬาแห่งชาติที่เกือบแพงที่สุดในโลกเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 87,000 ล้านบาท (300,000 ล้านเยน) เสียงคัดค้านจากมวลชน จึงทำให้นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ต้องหยุดฟังและตัดสินใจลดขนาดพื้นที่ก่อสร้างสนามกีฬาลงร้อยละ 13 โดยลดความจุผู้ชมจาก 80,000 คน เหลือ 68,000 คน พร้อมกับยกเลิกแผนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์กีฬาและฟิตเนสคลับ เพื่อให้สอดคล้องกับวงเงินก่อสร้างสูงสุดที่ตั้งไว้ 45,000 ล้านบาท (155,000 ล้านเยน) แต่ยังคงแนวคิดการออกแบบสำหรับมวลชน (Universal Design) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ และที่สำคัญต้องก่อสร้างให้เสร็จทันภายในเมษายน ปี ค.ศ. 2020